นิทานชาดก 500 ชาติ เรื่อง วัณณุปถชาดก

ณ พระเชตะวันมหาวิหาร ในพุทธกาลครั้งนั้น หมู่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลายจำพรรษาอยู่รวมกันโดยสงบ ต่างขยันหมั่นเพียรศึกษาพระธรรมวินัย และเกื้อกูลกันเป็นอันดี ภิกษุรูปหนึ่งประพฤติตนเรียบร้อย ขยันหมั่นเพียรในพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่รักของภิกษุในพระเชตะวันตลอด 5 ปี ที่อุปสมบท ภิกษุหนุ่มศึกษาพระปริยัติธรรมจนแตกฉาน ก็ปรารถนาจะเจริญภาวนาเพื่อบรรลุมรรคผลพระนิพพาน จึงกราบลาพระบรมศาสดาออกวิปัสสนาในป่าลึก

ตลอดเวลา 3 เดือนในฤดูเข้าพรรษาพระภิกษุรูปนี้ปรารภความเพียรอย่างหนัก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถทำใจให้สงบได้เลย เมื่อการปฏิบัติมิได้เป็นไปตามที่หวัง ภิกษุผู้พากเพียรก็ยิ่งท้อใจ เมื่อคิดได้ดังนั้น ภิกษุผู้ท้อแท้ก็ออกจากป่าสู่เขตวิหารเชตะวันดังเก่า เพื่อนพระภิกษุสงฆ์เมื่อเห็นท่านกลับมาอย่างสิ้นหวังก็พากันปลอบโยน และชักชวนไปเฝ้าขอพระพุทธโอวาทต่อพระบรมศาสดา วาระนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทานสติปัญญาและกำลังใจให้ภิกษุนั้นได้ปฏิบัติธรรมต่อไป พระองค์ทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณแล้วตรัสเล่า วัณณุปถชาดก ดังนี้

ในอดีตกาล มีนายวานิชชาวพาราณสีคนหนึ่ง บรรทุกสินค้าไปขายต่างเมืองเป็นประจำ คราวหนึ่งวานิชผู้นี้ต้องนำกองเกวียนข้ามทะเลทรายเป็นทางไกลถึง 60 โยชน์ ในการเดินทางครั้งนั้น ผ่านผืนทรายร้อนจัดมาก จึงต้องหยุดในเวลากลางวัน และออกเดินทางในเวลากลางคืนแทน นายกองเกวียนพ่อค้าใหญ่จะหยุดให้คนและโคได้พักผ่อนเช่นนี้เสมอ จนกระทั่งระยะทางเหลืออีกแค่หนึ่งโยชน์ หรือสิบหกกิโลเมตรก็จะพ้นเขตทะเลทราย เมื่อได้หยุดพัก ทุกคนก็ชะล่าใจ ดื่มน้ำและกินอาหารจนหมด เมื่อได้เวลาเดินทาง ต้นหนคนนำทางก็ขับเกวียนออกนำหน้าดังเคย เกวียนทุกเล่มก็ขับตามๆ กันไปโดยอาศัยดูทิศจากดวงดาว สายลมเย็นของทะเลทรายยามค่ำคืน และเสียงเอี๊ยดอ๊าดของกงล้อประสานกันกลายเป็นดนตรีกล่อม จนต้นหนผู้นำทางเผลอหลับ

เมื่อเป็นเช่นนี้ กองเกวียนของนายวานิชแทนที่จะถึงจุดหมายกลับหลงทางเดินทางวนกลับมาอยู่ที่เดิม โดยจะมีใครสังเกตรู้สักนิดก็หาไม่ กว่ากองเกวียนจะรู้ว่าหลงทางก็สายไปเสียแล้ว ยิ่งเดินไกลแดดยิ่งแรง ยิ่งแผดกล้า

นายวานิชผู้นำกองเกวียนเป็นผู้ใหญ่มีความสุขุมรอบคอบ จึงออกสำรวจหาทางแก้ไข นายวาณิชเดินสำรวจเส้นทางไปอย่างไม่ละความเพียรพยายาม ด้วยความดีใจ บริวารทั้งหมดช่วยกันคนละไม้คนละมือระดมพลังกันขุดหาน้ำที่อยู่ใต้พื้นทรายเป็นการใหญ่ เมื่อขุดไม่พบน้ำทุกคนก็หมดหวัง ยิ่งพบแผ่นหินอยู่ก้นหลุมก็ยิ่งท้อแท้หมดอาลัยตายอยาก

นายวานิชไม่ยอมสิ้นหวัง เขาแนบกายลง เอาหูฟังยังแผ่นหินอย่างตั้งใจ หนุ่มคนสนิทร่างใหญ่ เมื่อออกแรงทุบไม่กี่ครั้ง หินแผ่นนั้นก็แหลกทะลายลง บังเกิดเป็นลำน้ำพุ่งขึ้น เป็นน้ำพุขนาดใหญ่ ชาวกองเกวียนดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่

น้ำใต้ผืนทรายช่วยต่อชีวิตทุกๆ คนให้มีเรี่ยวแรงได้หุงหาอาหารดื่มกินเพื่อรอเดินทางใหม่อีกครั้ง จันทร์ประดับฟ้าสีครามคืนนั้น นายวานิชก็นำพากองเกวียนไปสู่จุดหมายโดยสวัสดิภาพ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสวันณณุปถชาดกจบแล้ว ทรงแสดงอริยสัจ 4 โดยอเนกปริยาย โปรดภิกษุผู้ท้อถอยให้บรรลุธรรม ณ ที่นั้น

อกิลาสุโน วัณณุปะเถ ขะณันตา อุทังคะเณ ตัตถะ ปะปัง อะวินทุง เอวัง มุนิ วิริยะพะลูปะปันโน อะกิลาสุ วินเท หะทะยัสสะ สันตึ ชนทั้งหลาย ผู้ไม่เกียจคร้าน ขุดภาคพื้นที่ทางทราย ได้พบน้ำในทางทรายนั้น ณ ที่ลานกลางแจ้ง ฉันใด มุนีผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึ่งได้ความสงบใจ ฉันนั้น

You might also like